admin

นาโนเทคโนโลยีกับเครื่องสำอาง

นาโนเทคโนโลยีกับเครื่องสำอาง

นาโนเทคโนโลยี  Nanotechnology

วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของเราอยู่เสมอ สิ่งต่างๆรอบตัวเราล้วนเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนไม่คุ้นเคย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โคลนนิ่ง เป็นต้น นาโนเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และจะส่งผลอย่างกว้างขวางกับชีวิตการเป็นอยู่ของเราในอนาคต แต่เรารู้จักนาโนเทคโนโลยีหรือยังว่าคืออะไร ?
นาโนเทคโนโลยี เป็นเทคโนโลยีการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆ ซึ่งสามารถกำหนดถึงระดับอะตอมให้มีโครงสร้างอย่างที่ต้องการได้ โดยผลิตภัณฑ์จะได้จากการเรียงตัวของอนุภาคขนาดเล็ก เช่น อะตอมหรือโมเลกุลเข้าด้วยกันด้วยความแม่นยำขนาดนาโนเมตรหรือขนาดหนึ่งในพันล้านเมตร โดยอาศัยหลักการทั้งทางฟิสิกข์ เคมีและชีววิทยา ซึ่งจะทำให้นาโนเทคโนโลยีมีข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีมากกว่าที่ใช้กันในปัจจุบัน เนื่องจากได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี และไม่มีผลิตผลพลอยได้ (By-Products) ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์ ซึ่งมักพบในกระบวนการผลิตแบบเก่า
นาโนเทคโนโลยีได้ถูกนำมาใช้ในหลากหลายวงการทั้งเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ ในกระบวนการผลิตชิ้นส่วนประมวลผล ในวงการอุตสาหกรรมหนัก อย่างการผลิตเหล็กกล้าให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น สำหรับทางเครื่องสำอาง ได้ทำการพัฒนาขนาดของสารให้มีขนาดที่เล็กมาก เพื่อช่วยในการส่งผ่านสารประสิทธิภาพเข้าสู่เซลล์ผิวหนัง อย่างในผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว หากใช้สาร acitive ที่มีขนาดในระดับนาโนเมตร จะช่วยให้ผิวหนังสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และส่งผลให้ร่างกายสามารถได้รับประสิทธิภาพของสาร active มากขึ้นตามลำดับ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มไลโปโซม

ผลิตภัณฑ์ไลโปโซม ( Liposome ) คือ อนุภาคหรือถุงกลม ๆ ขนาดเล็กของสารไขมันในสารละลายน้ำ สารไขมันที่อยู่ในรูปของอนุภาคหรือถุงขนาดเล็กนี้เกิดจากโมเลกุลของไขมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารไขมันประเภทฟอสโฟลิปิด ( phospholipids ) ที่โมเลกุลของมันสามารถจัดเรียงตัวเป็นชั้นสลับกับชั้นโมเลกุลของน้ำในสารละลายน้ำ ฟอสโฟลิปิดต่าง ๆ นี้เป็นสารไขมันประเภทมีขั้ว ( polar lipid ) ที่สามารถจับกับน้ำและเกิดเป็นไลโปโซมได้ ในกระบวนการเก็บกักสารไว้ภายในไลโปโซม จะทำการจัดเก็บสารตามความสามารถในการละลาย โดยสามารถส่งจัดเก็บสารได้ทั้งสารที่ละลายน้ำและสารที่ละลายในไขมัน ในส่วนของสารไขมันและสารละลายน้ำของไลโปโซม
นวัตกรรมของไลโปโซม มีวิวัฒนาการตั้งแต่การผลิตไลโปโซมที่มีลักษณะเป็นอนุภาคเดียวๆ ต่อมามีการพัฒนาให้มีชั้นผิวมากยิ่งขึ้น และลดขนาดของไลโปโซมให้เล็กลง จนปัจจุบันได้มีการศึกษาและพัฒนามาจนถึงการซ้อนทับของไลโปโซมหลายขนาด
PML ( Plurilamellar Multivesicular Liposomes )

คือ สารไลโปโซมล่าสุดที่สกัดไขมันจากถั่วเหลือง นำมาผ่านกระบวนการเฉพาะเพื่อให้เกิดการย่อขนาดของไลโปโซม และการเคลือบทับกันของไลโปโซม จนกลายเป็นไลโปโซมที่มีไลโปโซมขนาดเล็ก ๆ บรรจุอยู่ภายใน โดยมีขนาดของอนุภาคไลโปโซมในขนาด 50 – 400 nm. แต่ละไลโปโซมจะมีชั้นผนังแบบ Oligolamellar ทำให้สามารถปลดปล่อยสารที่อยู่ภายในได้อย่างต่อเนื่องและด้วยไลโปโซมเม็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน ทำให้สามารถนำพาสารต่อไป พร้อมทั้งปลดปล่อยสารเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้ลึกยิ่งขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของ PML
1. สามารถเดินทางสู่เซลล์ผิวหนังได้ลึกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีไลโปโซมขนาดเล็กบรรจุใน ไลโปโซมขนาดใหญ่ ( ขนาดของไลโปโซมอยู่ระหว่าง 50 – 400 nm. ) เมื่อไลโปโซมขนาดใหญ่เคลื่อนสู่เซลล์ผิวหนังจะแตกตัวปล่อยสารที่บรรจุพร้อมทั้ง ไลโปโซมขนาดเล็กที่อยู่ภายในออกมาให้เคลื่อนที่สู่เซลล์ผิวหนังชั้นลึกลงไปได้อีก โดยสามารถเคลื่อนที่ไปได้ถึงชั้น Basal Layer ในชั้นหนังกำพร้า
2. สามารถปลดปล่อยสารภายในได้อย่างต่อเนื่องทั่วถึง เนื่องจากเป็นไลโปโซมที่มีผนังแบบ Oligolamellar ทำให้สารภายในถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อไลโปโซมเกิดการแตก เซลล์ผิวหนังชั้นบนจะได้รับสารที่บรรจุจากไลโปโซมขนาดใหญ่ที่แตกออก ส่วนเซลล์ผิวหนังชั้นล่างจะได้รับจากไลโปโซมขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ลงสู่เซลล์และแตกออก โดยจะได้รับอย่างทั่วถึงทุกชั้นผิวหนัง
3. สามารถลดการระคายเคืองต่อเซลล์ผิวหนังจากสารที่บรรจุไว้ภายในและรักษาประโยชน์ของสารนั้น เนื่องจากได้รับการห่อหุ้มจากไลโปโซมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายเซลล์ผิวหนัง จึงลดความรุนแรงของสารที่มีผลต่อการระคายเคืองของเซลล์ผิวหนังได้ พร้อมทั้งปกป้องสารที่บรรจุอยู่ภายในจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมภายนอกอีกด้วย
4. นอกจากคุณประโยชน์จากสารที่เก็บกักไว้ภายในแล้ว ยังให้ความชุ่มชื่นต่อเซลล์ผิวหนังสูงมาก เนื่องจาก Phospholipids จะมีคุณสมบัติเป็น Moisturizer ที่ดี จึงให้ความชุ่มชื่นต่อเซลล์ผิวหนังสูงด้วย

PEPTIDEs
ด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ การศึกษาการทำงานของกลุ่มเซลล์เฉพาะ รวมทั้งอาศัยเทคโนโลยีในการผลิตสมัยใหม่ เพื่อสร้างกลุ่มโปรตีนขนาดเล็ก โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะทางในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ผิวหนัง และให้ผลเฉพาะการทำงานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าสารกลุ่ม active ingredient อื่นๆ

ประโยชน์ของน้ำหอม

ประโยชน์ของน้ำหอม

ประโยชน์ของน้ำหอม 

ตลอดวันเช้าและเย็นในช่วงชีวิตของเรา, เราได้ดมเอากลิ่นต่างๆโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เราหายใจเข้าออกเป็นประจำ ซึ่งดูดรับเอาโมเลกุลของเคมีซึ่งมีปฎิกิริยาต่อตัวรับกลิ่นของเรา เราจะรู้สึกถึงกลิ่นหอม, เหม็น หรือกลิ่นฉุนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในการที่เราได้รับรู้ถึงกลิ่นที่ว่า ทำให้เกิดการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆว่า เราดมได้อย่างไร ทำไมกลิ่นและน้ำหอมจึงมีผลต่อเรา? ทำไมเราถึงพึ่งจะศึกษาสิ่งเหล่านี้?
ภาพและเสียงจะถูกศึกษาและวิจัยเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อปี 1983 ได้มีการทดสอบและวิจัยขั้น พื้นฐาน ของการสัมผัสกลิ่นของคนเราโดยNational Institutes of Health (NIH)ซึ่งก็ไม่ได้รับทุนในการวิจัย มากพอควร ซึ่งจากที่ Dr. Solomon H. Snyder, นักวิทยาศาสตร์ทางด้านประสาท สัมผัสที่ Hopkins University school of medicine ว่าไว้ “NIH จะไปสนอะไรเพราะว่าไม่มีคนตายเพราะการ ดมกลิ่นมากจน เกินไป”ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวในวงการในการวิจัยเกี่ยวกับกลิ่นที่คนเราได้ รับจะมีผล อะไรกับพฤติกรรมบ้าง

เราได้รับกลิ่นได้อย่างไร?
เมื่อเราสูดอากาศ อากาศจะผ่านเข้ารูจมูก และเข้าไปยังพื้นที่ที่มีขนาดเท่าแสตป์ซึ่งบรรจุไปด้วย เซลส์ตัวรับเป็นล้านๆตัว ซึ่งเรียกว่า olfactory epithelium. ถ้าอากาศที่เราสูดเข้าไปมีโมเลกุล ของน้ำหอมอยู่ด้วย โมเลกุลเหล่านั้นจะไปเกาะอยู่กับของเหลวข้นๆรอบ epithelium ใยของตัวเซลส์รับ (Receptor) จะยืนออกไปจับกับโมเลกุลน้ำหอมที่ว่าผ่านจากตอนล่างของเซลส์ เมื่อใยที่ว่าไป สัมผัสกับโมเลกุลน้ำหอมแล้ว ก็จะเกิดการส่งรหัสและคลื่นไปยังระบบประสาทของเรา และจะ ไปสิ้นสุดที่สมองต่างๆของเราโดยรวมถึง สมองส่วนกลางและเยื่อหุ้มสมองด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกล้วย จนถึงกลิ่นดอกกุหลาบ แต่ละกลิ่นจะทำให้เกิดการส่งรหัสหรือการผ่านคลื่นไปตามแบบของกลิ่นนั้นๆ
ดังนั้นคนเราเองแต่ละคนก็จะมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน น้ำหอมบางกลิ่นอาจจะทำให้คนคนหนึ่งสงบ แต่อาจจะให้ความรู้สึกอีกคนหนึ่งที่ต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการศึกษาอย่างละเอียดมากขึ้น
น้ำหอมมีผลกับเราอย่างไร? หลังจากที่NIH ได้เพิ่มทุนในการวิจัยเกี่ยวกับการดมกลิ่นของคนเรา ทำให้เกิดการวิจัยมากมายที่แสดงว่า น้ำหอมหรือกลิ่นมีผลต่อคนเราโดยตรง โดยอาจจะลดความเครียด จนถึงการเพิ่มความรู้สึก (Mood). และยังพบว่าน้ำหอมจะทำให้การหลับของเรามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และอาจจะปลุกความทรงจำที่เราอาจจะลืมเลื่อนไปได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

Stress Reduction (การลดความเครียด)
การวิจัยพบว่าการใช้น้ำหอมในคนเราสามารถช่วยลดความเครียดได้ นักค้นคว้าที่ Sloan-Kettering Cancer ที่ New York ได้พบว่าน้ำหอมลดอาการเครียดของคนไข้ที่ได้รับอาการจากMegnatic resonance imaging (MRI) จากการทดลองให้คนไข้ได้รับกลิ่นน้ำหอมทำให้ลดอาการที่ว่าไปได้ถึง 63%

Quality of Sleep (การหลับอย่างมีสุข)
การวิจัยโดยDr. Peter Badia จาก Bowling Green State University, Department of Psychology ได้ผลการวิจัยออกมาเป็น 2 หัวข้อใหญ่เพื่อศึกษาว่ากลิ่นมีผลต่อการนอนของคนเราหรือไม่ การศึกษาพบว่าพฤติกรรมและจิตใจเราขณะหลับยังสามารถรับรู้ถึงกลิ่นต่างๆได้เป็นอย่างดี แล้วในการทดสอบต่อโดยการให้ผู้ทดลองได้รับกลิ่น มะลิ, เปเปอร์มินท์,และไม่ได้รับกลิ่น ผลปรากฎว่าว่า กลิ่นมะลิจะทำให้ผู้ทดสอบติ่นขึ้นมาอย่างสบายตัว เปเปอร์มินท์จะทำให้รู้สึกว่าตื่นขึ้นมาอย่างผวา ซึ่งจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการได้กลิ่นระหว่างการนอนหลับมีต่อการหลับได้เป็นอย่างดี

Memory (ความทรงจำ)
เป็นการตอบสนองที่น่าทึงที่สุดที่ได้จากน้ำหอม ทุกคนจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึก ไม่ว่าจะดีหรือร้าย หลังจากได้กลิ่นน้ำหอมต่างๆกัน เช่นกลิ่นของรถคันใหม่เอี่ยมที่คุณพึ่งถอยออกมาจากห้าง ซึ่งประสบการณ ์เหล่าเกิดขึ้นจากการได้กลิ่นเพียงครั้งเดียว
Dr. Trygg Engen, professor of psychology at Brown University, พบว่าความสามารถใน การจำกลิ่นของคนเรามีมากกว่าความสามารถในการจำภาพที่เราเห็น คนเราจะสามารถจำ กลิ่นได้แม่นยำเกือบ 65% ภายในระยะเวลาหนึ่งปี เทียบกับการจำภาพแค่ 50% ในเวลาแค่ 4 เดือน ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนประสาทในสมอง “memory bank” ซึ่งการรับกลิ่นของคนเราจะถูกควบคุมโดยLimbic System ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมความรู้สึก (Emotion)และการตอบสนองทางเพศ, ศิลปะและอื่นๆ ซึ่ง Limbic System จะเก็บรวบรวมความรู้สึกต่างๆที่เรามีประสบการณ์ไว้
น้ำหอมทำให้เรารู้สึกSexy, กระชับกระเชง,แข็งแรง, สะอาด, มีความสุข,อ่อนหวาน, สร้างสรรค์, และ ความรู้สึกอื่นๆอีกมากมาย คนเราจะตอบสนองน้ำหอมกลิ่นต่างๆไปในแบบที่ต่างกัน ความเป็นไปได้ท ี่น้ำหอมจะมีผลต่อการตอบสนองนั้นไร้ขีดจำกัด กลิ่นต่างๆที่จะสัมผัสได้หรือไม่ได้ได้เข้ามา อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา คนเป็นล้านอาจจะต้องตายไปถ้าไม่สามารถได้กลิ่น ของควันไฟเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ เราใช้ความรู้สึกในการดมเพื่อแยกอาหารที่เสีย “มนุษย์เรา, ดังบรรพบุรุษของเรา สามารถรับรู้ถึงกลิ่นของพวกเราเองและกลิ่นที่เกิดตามธรรมชาติเช่น กลิ่นของต้นไม้,ดอกไม้หรืออาหาร. ซึ่งเป็นกลิ่นที่ถูกสร้างจากธรรมชาติและถูกออกแบบ ออกมาเป็นกลิ่นต่างๆ ที่เราสามารถพบในน้ำหอมที่มีขายทั่วไป

ความจริงเรื่องออร์แกนิก (Organic)

ความจริงเรื่องออร์แกนิก (Organic)

ความนิยมในกระแสความงามแบบธรรมชาตินั้นถือว่ามีอยู่ไม่น้อยแม้จะยังไม่สามารถกระโดดขึ้นมาเทียบชั้นเทคโนโลยีและสารเคมีล้ำยุคทั้งหลายได้ แต่ก็น่าจะถือได้ว่าสารเคมีและเทคโนโลยีนั่นเองที่เป็นสาเหตุให้เครื่องสำอางแบบธรรมชาติได้รับความนิยม จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเนื้อที่ประมาณ 6 ปอนด์ของผิวหนังทั้งหมดของเราคือ ชั้นเซลล์เยื่อบุผิวที่เป็นรูเล็กๆ ให้ของเหลวสามารถซึมผ่านได้ ซึ่งชั้นเซลล์ดังกล่าวจะมีความหนาประมาณ 1/20 นิ้ว และเป็นส่วนที่รับสารพิษและสารเคมีต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย การรับสารพิษเข้าทางผิวหนังนี้จะสามารถรับได้ในปริมาณที่มากกว่าทางการกินอาหารด้วยซ้ำ ทำให้ร่างการของเรามีสารเคมีโดยเฉลี่ยแล้วเป็นปริมาณถึง 700 ชนิด และในเซลล์เซลล์เดียวอาจมีสารเคมีที่ต่างกันอยู่ถึง 500 ชนิด จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงเกิดอาการกลัวส่วนผสมที่เป็นสารเคมีขึ้นมาและหันมาหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแทน

แต่ความหมายของธรรมชาติกับออร์แกนิกนั้นก็ยังไม่ใช่ความหมายเดียวกันเสียทีเดียว มีคนมากมายที่สับสนว่าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ และเครื่องสำอางออร์แกนิกมีความหมายมากกว่าแค่ธรรมชาติ ออร์แกนิกไม่ใช่ทั้งคอนเซ็ปต์ แนวทาง หรือกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ออร์แกนิกคือวิธีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ถือว่าเป็นออร์แกนิกได้นั้นจะต้องปลอดจากสารพิษทั้งหลาย อันได้แก่ ยาฆ่าแมลง ยาเร่งการเจริญเติบโต และแม้แต่ปุ๋ยเคมี และกระบวนการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการแปรรูปนั้นควรจะทำด้วยมือมนุษย์หรือใช้เทคโนโลยีให้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดมลภาวะน้อยที่สุด และควรจะปราศจากสารกันบูดหรือสารกันเสียต่างๆ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้นั้นต้องไม่เป็นพิษต่อร่างกายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

โดยหลักการแล้วความงามแบบออร์แกนิกฟังดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกอยู่ไม่น้อยที่พยายามจะรักษามาตรฐานของการเป็นออร์แกนิกไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยการเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่ได้รับการรับรองจาก National Organic Standard Board อันเป็นหน่วยงานเพื่อการรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกในสหรัฐอเมริกา แต่การเดินตามแนวคิดของออร์แกนิกแบบเต็มพิกัดนั้นดูจะเกินความจำเป็นไปสักหน่อยอันที่จริงความงามตามธรรมชาติไม่ควรจะต้องมีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดมากขนาดนั้น ขอเพียงดึงแก่นของออร์แกนิก คือใช้ธรรมชาติดูแลความงามจากภายในสู่ภายนอกและหลีกเลี่ยงการทำลายสภาพแวดล้อมก็น่าจะเป็นหนทางสู่ความสวยแบบไร้สารพิษอย่างเพียงพอ

 

ความงามจากภายใน

การดูแลความงามจากภายในหรือความงามแบบองค์รวม (Holistic Aproach) นั้นมีมาเป็นเวลานานแล้ว แต่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงกลางยุค ‘90s เมื่อสปาทั้งหลายได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้คนจึงนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่มีใช้กันตามสปากลับมาใช้ที่บ้านบ้าง การดูแลความงามจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ผิวพรรณภายนอกอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นความงามจากภายในที่มีการใช้ทั้งส่วนผสมจากธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยกลิ่น และสัมผัสบำบัดเข้ามาช่วยขจัดความเหนื่อยล้าและ ฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่าให้ทั้งร่างกายและจิตใจด้วย

แต่แล้วทำไมจึงต้องเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทั้งนี้เนื่องจากในขณะที่เราอายุน้อย ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวพรรณยังสามารถทำงานได้เต็มที่ ผิวจึงดูสดใสอ่อนนุ่ม และไร้ริ้วรอย และนั่นทำให้เราละเลยการดูแลผิวที่ถูกต้อง จนเป็นสาเหตุให้ระบบการทำงานของร่างกายเริ่มรวนและด้อยประสิทธิภาพ
ผิวจึงเริ่มบางลง ขาดความกระชับ และหย่อยยานในที่สุด ทุกๆ วันผิวจะถูกรบกวนและถูกทำร้ายทั้งจากความเครียด สารเคมี และมลภาวะรายรอบ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ทำให้ผิวเกิดอาการแก่ลงอย่างรวดเร็ว
การใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วยดูแลผิวพรรณ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยชะลอวัยและดูแลผิวถูกทำร้ายได้
ที่สำคัญธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มหาศาลและอยู่ใกล้ตัว (ซึ่งบางครั้งก็ใกล้มากเกินจนเรามองข้ามไป) ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจึงไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน แต่ก็สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้ส่วนผสมไฮเทคต่าง ๆ และยังก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยมากอีกด้วย การดูแลความงามจากภายในด้วยธรรมชาติจึงหมายถึงการดูแลทั้งร่างกาย ผิวพรรณและสุขภาพ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

ความลับของผิวสุขภาพดี
ผิวที่มีสุขภาพดี คือ ผิวที่เต็มไปด้วยพลังงานและความเปล่งประกาย เมื่อระบบการทำงานของผิวเป็นไปอย่างถูกต้อง ผิวจะเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น มีความยืดหยุ่น และมีเลือดฝาด ซึ่งหมายถึงระบบการไหลเวียนของโลหิตที่เป็นปกติ ผิวจะสามารถบอกได้ว่าร่างกายของเราทำงานอย่างไรในขณะนั้น หากระบบป้องกันอนุมูลอิสระและการผลิตฮอร์โมนมีความสมดุล ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อไม่อุดตัน และ เติมความชุ่มชื่นให้แก่ผิวได้แบบพอดีๆ อีกทั้งผิวสดใส มีชีวิตชีวา ไม่หยาบกร้านเพราะระบบการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอนั้น ก็หมายถึงว่าระบบการทำงานของร่างกายขณะนั้นเป็นปกติและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแต่หากเมื่อใดที่รู้สึกว่าผิวเสีย หยาบกร้าน มีสิวขึ้น ผิวมันหรือแห้งผิดปกติ ก็แปลว่าร่างกายกำลังมีปัญหานั่นเอง เราสามารถดูแลทั้งสุขภาพผิวและสุขภาพกายให้ดีได้พร้อมๆ กันด้วยการควบคุมความเครียด กินอาหารที่ถูกต้องและออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เมื่อร่างกายต้องเผชิญความเครียด ระบบไหลเวียนโลหิตจะเร่งการสูบฉีดเลือดไปยังหัวใจ ตับ และไตมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งกระบวนการนี้จะไปขโมยเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวตามปกติออกไปอันเป็นสาเหตุให้ผิวขาดชีวิตชีวา นอกจากนี้ความ เครียด ยังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำให้ผิวเกิดอาการแพ้และติดเชื้อโดยเฉพาะเชื้อไวรัสได้ง่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการคืนสมดุลให้ผิวและป้องกันผิวจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เราจึงต้องควบคุมและขจัดความเครียดให้ได้ อาจจะด้วยการออกกำลัง นั่งสมาธิ หรือด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยให้ผ่อนคลายและฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่า

ผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ
– ไม่ควรใช้สบู่ที่มีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือสารระงับกลิ่นกาย เพราะสารดังกล่าวจะไปทำลายระบบสมดุลผิว ทำให้ผิวแห้งกร้าน นอกจากนี้การใช้สบู่ฆ่าเชื้อติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายติดเชื้อแบคทีเรียชนิดดื้อยาและร้ายแรงกว่าเดิมได้

– ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายด้วยเคลนเซอร์ชนิดอ่อนโยนและน้ำอุ่น น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป (คือ 37 องศาเซลเซียส) จะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวเสียสมดุล เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผม ระวังอย่าให้โดนผิวหน้า หรืออย่างน้อยเมื่อเกิดการสัมผัสกับผิวก็ต้องล้างออกให้สะอาดเพื่อป้องกันรูขุมขนอุดตันและสิวที่อาจเกิดขึ้นได้

– ล้างเครื่องสำอางออกจากใบหน้าให้หมดจดทุกครั้งก่อนเข้านอน

– เมื่อมีสิวให้ใช้น้ำมันทีทรีแต้มบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้จนน้ำมันแห้งโดยไม่ต้องล้างออก น้ำมันทีทรีจะช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียบริเวณที่เป็นสิวและช่วยให้สิวแห้งได้

– งดบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่เพราะนอกจากสารทาร์จากบุหรี่จะไปเกาะตามเส้นเลือดไหลเวียนไม่สะดวกแล้ว อนุมูลอิสระชนิดร้ายกาจจากบุหรี่จะเข้าไปทำลายโคงสร้างของผิวจนเสียหายอีกด้วย
– เติมความชุ่มชื่นให้ผิวทุกวันด้วยน้ำและมอยส์เจอไรเซอร์การดื่มน้ำสะอาดทุกวันจะเป็นการพาออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดทั่วร่างกาย เป็นการเติมความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ภายในส่วนการทามอยส์เจอไรเซอร์ก็จะคอยป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื่นบนผิวภายนอกต้องสูญเสียไป

– ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด โดยเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารกันแดดจากธรรมชาติ หรือสารกันแดดแบบอินทรีย์ อันได้แก่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงก์ออกไซด์ เพื่อป้องกันอาการแพ้จากสารกันแดดชนิดเคมี
– ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ในขณะที่ผิวยังหมาดๆ อยู่เพราะจะซึมซาบได้ดีขึ้น และไม่ควรทามากเกินความจำเป็นเพราะอาจไปอุดตันรูขุมขนได้ และอย่าลืมทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวที่ลำคอด้วย เพราะผิวบริเวณนี้สามารถเกิดริ้วรอยและอาการหย่อนคล้อยได้ไม่แพ้ใบหน้า
– นวดผิวกายด้วยน้ำมันนวดที่มีกลิ่นบำบัด หรือน้ำมันนวดที่ผสมน้ำมันหอมระเหยบ้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและให้กลิ่นหอมช่วยผ่อนคลายจิตใจ
– ดื่มชาเขียวหรือไวน์แดงเพื่อช่วยเติมแอนตี้ออกซิแดนต์ให้ผิว เพราะในชาเขียวมีวิตามินซี วิตามินอี และสารโพลีฟีนอลในปริมาณสูง ส่วนไวน์แดงจะมีสารโพรไซอะนาดิน (Procyanadin) ที่ได้จากองุ่น ซึ่งสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

 

ผมสวยด้วยธรรมชาติ

การดูแลเส้นผมก็ไม่ต่างจากการดูแลผิว สุขภาพของเส้นผมนั้นสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกายได้การดูแลเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ รวมทั้งการกินอาหารที่ถูกต้องจะทำให้เส้นผมสวย เงางาม มีสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด

เส้นผมประกอบไปด้วยเคราตินซึ่งเป็นสารประกอบรูปหนึ่งของโปรตีนในปริมาณถึงร้อยละ 97 ส่วนอีกร้อยละ 3 คือความชุ่มชื่นจากน้ำและมอยส์เจอไรเซอร์ ดังนั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ประ- กอบไปด้วยโปรตีนเพื่อบำรุงและซ่อมแซมผม และแพนทีนอลหรือวิตามินบี 5 เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผม

อาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงเส้นผมคือ อาหารที่อุดมไปด้วยซิลิคอน อย่างพริกอ่อนสีเขียวและแดง มันฝรั่ง ถั่ว และสาหร่ายทะเล ซึ่งสาหร่ายนี้หากเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมด้วยก็จะยิ่งช่วยเติมแร่ธาตุที่จำเป็นในการบำรุงเส้นผมได้
หากมีปัญหาเรื่องรังแคหรือหนังศีรษะแห้ง น้ำมันมะกอกและขิงช่วยได้ หากหนังศรีษะแห้งให้นวดหนังศรีษะด้วยน้ำมันมะกอก ส่วนรังแคนั้นให้ใช้น้ำที่ได้จากการต้มขิงผสมกับน้ำมันมะกอกแล้วนวดลงไปบนหนังศรีษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงจึงค่อยล้างออก

สำหรับผมที่ผ่านการทำสีหรือไฮไลต์ คาโมมายล์จะช่วยเติมความเงางามให้กับสีได้ โดยใช้ชาคาโมมายล์ผสมลงในน้ำเพื่อใช้ล้างเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากการสระผม น้ำมันหอมระเหยจากโรสแมรี่จะให้ผลในทางกลับกันกับคาโมมายล์ โดยจะช่วยให้ผมดำหรือผมสีเข้มดูเงางามขึ้น และยังช่วยให้ผมไม่พันกันอีกด้วย ลองผสมน้ำมันโรสแมรี่ 3-5 หยดต่อน้ำ 2 ถ้วยใช้ล้างเส้นผมหลังการสระ หรือหากจะใช้ชาโรสแมรี่แทนก็ย่อมได้ โดยใช้ในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 ถ้วยเพื่อล้างผมเช่นกัน